จัดส่งฟรี

โครเมียมยีสต์ที่ สหภาพยุโรปรับรอง สำหรับการควบคุมน้ำตาลในเลือด

  • มีโครเมียมออร์แกนิคจากโครเมียมยีสต์ (ChromoPrecise®)
  • เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีค่าชีวประสิทธิผล(การดูดซึม)ที่สูง (High bioavailability) มากกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับโครเมียมรูปแบบอื่นๆ
  • ช่วยควบคุมสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ
  • มีส่วนช่วยในการเผาผลาญสารอาหารให้เป็นปกติ
  • ผลิตภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานการผลิตยาประเทศเดนมาร์ก
  • มีเอกสารรับรองทางวิทยาศาสตร์

Bio-Chromium

Pharma Nord

90 tabs

฿1,148.00

พิมพ์หน้านี้
1 เม็ด ประกอบด้วย:      
โครเมียม     100 ไมโครกรัม

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

ขนาดรับประทาน
รับประทานวันละ 1 เม็ด หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ควรรับประทานพร้อม หรือหลังมื้ออาหาร
ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ควรกลืนทั้งเม็ด ไม่ควรเคี้ยว

ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทดแทนอาหารหลัก

เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ
การใช้ชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ และการรับประทานอาหารครบหมู่นั้นสำคัญต่อการรักษาสุขภาพ

ส่วนประกอบ

โครเมียมยีสต์ (ChromoPrecise®), maltodextrin;
สารเติมเต็ม: microcrystalline cellulose;
สารต้านการเกาะกันเป็นก้อน:talc, silicon dioxide/silica;
สารเคลือบ: hydroxypropyl methylcellulose;
สารเพิ่มความแข็งตัว: เกลือแมกนีเซียมจากกรดไขมัน.

การเก็บรักษา
เก็บในที่แห้ง และพ้นแสง ที่ อุณหภูมิห้อง
ควรเก็บให้พ้นมือเด็ก

ไบโอ-โครเมียม คืออะไร?

ไบโอ-โครเมียม 1เม็ดประกอบด้วยโครเมียม จำนวน100 ไมโครกรัมโครเมียมที่ใช้ใน ไบโอ-โครเมียมเป็นแบบออร์แกนิค ซึ่งมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนตามธรรมชาติ โดยการสร้างของยีสต์(โครเมียมยีสต์) จึงถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี สามารถดูดซึมได้มากกว่าโครเมียมรูปแบบอื่นๆที่ได้รับการรับรองถึง 10 เท่า

ไบโอ-โครเมียม ผลิตจากธรรมชาติในรูปแบบออร์แกนิคที่เรียกว่า ChromoPrecise® ซึ่งเป็นโครเมียมยีสต์ที่ได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษเพื่อให้มีประสิทธิผลในการดูดซึมอย่างสูงสุด ไบโอ-โครเมียม ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และมาตรฐานการผลิตยาระดับสูงเพื่อสร้างความมั่นใจในความเป็นเลิศทั้งด้านคุณภาพ และความปลอดภัยที่มีเอกสารยืนยันมากมาย


ไบโอ-โครเมียม และยีสต์

ผลิตภัณฑ์ ChromoPrecise ไม่มีเซลล์ยีสต์ที่มีชีวิต แต่ใช้ส่วนผสมของ ผงแห้งจากยีสต์ที่อุดมด้วยโปรตีน และแร่ธาตุโครเมียม จึงไม่แนะนำให้ใช้ ChromoPrecise ในกลุ่มคนที่มีอาการแพ้ยีสต์

จาก GTF ถึง โครโมดูลิน

เป็นเวลาหลายปีที่ เชื่อกันว่า โครเมียมเป็นส่วนหนึ่งของสารที่เรียกว่า GTF (สารประกอบที่ช่วยในการทำงานของอินซูลินในการควบคุมน้ำตาลในเลือด Glucose Tolerance Factor) และเชื่อกันว่าสารGTF มีโครเมียมเป็นส่วนประกอบและยังมี วิตามินบี, ไนอะซิน และกรดอะมิโน อย่างไกลซีน, ซีสเตอีน และกรดกลูตามิก ทฤษฎีของ GTF ได้รับการสนับสนุนเพียงบางส่วน และการมีอยู่จริงของโมเลกุล GTF ที่แน่ชัดในร่างกายยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่ามีโมเลกุลซึ่งมีโครเมียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย เรียกว่า โครโมดูลิน ซึ่งมีความแตกต่างจาก GTF แต่คงคุณสมบัติในแบบเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเรากล่าวถึง โครโมดูลินแทนGTF ให้เป็นที่เข้าใจว่าเป็นสารให้ประโยชน์แบบเดียวกัน

คลังสะสมโครเมียมของร่างกาย จะมีธาตุโครเมียมอยู่ที่ประมาณ 4-6 มก. เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความเข้มข้นของโครเมียมในเนื้อเยื่อต่างๆอาจมีการลดลงอย่างมาก การรับประทานอาหาร ของว่างที่มีรสหวาน อาจบรรเทาความรู้สึกขาดน้ำตาลได้ชั่วคราว เนื่องจากเป็นการ "เพิ่มน้ำตาลเข้าร่างกายโดยฉับพลัน" (quick "sugar fix") จึงช่วยเพิ่มพลังงานได้ทันที แต่ผลที่ได้ไม่ยั่งยืนเป็นการช่วยเพียงช่วงสั้นๆ และจะกลับมาสู่ความต้องการอาหารรสหวานเหมือนเดิม ในระยะยาวแล้วภาวะการโหยหาอาหารรสหวานหรือน้ำตาลอาจมีผลลบต่อน้ำหนักตัว แต่ผลิตภัณฑ์เช่น โครเมียม ของฟาร์มานอร์ด สามารถช่วยให้ร่างกายคุณรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติและป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ ดังที่กล่าวถึง

 Graph showing that the Indian population gets a lot more chromium from their spice-rich diet than other populations

โครเมียมคืออะไร ?

โครเมียมเป็น แร่ธาตุสำคัญที่จำเป็น ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญตามปกติของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน นอกจากนี้โครเมียมยังสนับสนุนกระบวนการทางชีวภาพในส่วนของ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ

โดยปกติโครเมียมแบบอนินทรีย์ (Inorganically bound chromium) (ซึ่งได้จากการสังเคราะห์) จะมีประสิทธิภาพการถูกดูดซึมที่น้อย ดังนั้นผลของการรับประทานแร่ธาตุโครเมียม จึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดูดซึมของโครเมียมเข้าสู่ร่างกาย

โครเมียมมีหลายรูปแบบ

โดยปกติเมื่อนึกถึงโครเมียม เรามักจะนึกถึง โลหะโครเมียมที่ชุบเครื่องสุขภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ โครเมียมในรูปแบบที่ใช้สำหรับวัตถุประสงค์เหล่านี้ (โครเมียมสำหรับอุตสาหกรรม) ไม่ใช่โครเมียมแบบเดียวกับที่พบ และทำงานในกระบวนการทางชีวภาพตามธรรมชาติในร่างกาย โดยร่างกายจำเป็นต้องใช้โครเมียมรูปแบบที่เรียกว่า ไตรวาเลนท์ (trivalent form) รูปแบบไตรวาเลนท์ หมายความถึงรูปแบบที่สามารถสร้างพันธะทางเคมีกับอะตอมอื่นได้สามพันธะ (โครเมี่ยมสำหรับอุตสาหกรรม เป็นรูปแบบ เฮกซะวาเลนท์ (hexavalent)-ซึ่งมีการสร้างพันธะกับอะตอมทางเคมีอื่นได้หกพันธะ)

กรดแลคติกจับกับโครเมียม

โครเมียมแบบไตรวาเลนท์ ยังสามารถจับกับกรดแลคติก(lactic acid) หรือ แลคเทต lactateได้ ดังนั้นร่างกายจะสูญเสียโครเมียมใน สถานการณ์ที่ร่างกายผลิตกรดแลคติกเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นภาวะที่ร่างกายทำงานอย่างหนัก ใช้พลังงานมากๆ หรือในกรณีที่การผลิตพลังงานในระดับเซลล์ไม่เพียงพอ

จากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าโดยเฉลี่ยอาหารที่ชาว สแกนดิเนเวีย อังกฤษ และอเมริกันรับประทานกัน ได้สารโครเมียมจากอาหารประมาณ 30-40 ไมโครกรัม ต่อวัน องค์กรEFSA (the European Food Safety Authority องค์กรควบคุมความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรป) แนะนำให้รับประทานโครเมียม 40 ไมโครกรัมต่อวัน ในขณะที่ WHO (องค์การอนามัยโลก) พิจารณาว่าสารโครเมียม ที่ร่างกายควรได้รับสูงสุด ไม่ควรเกิน 250 ไมโครกรัม

อาหารชนิดใดมีโครเมียม?

แหล่งโครเมียมธรรมชาติจากอาหารพบได้ในอาหารดังต่อไปนี้:

  • หอย และสัตว์น้ำประเภทที่มีเปลือก
  • ถั่วเปลือกแข็ง
  • ลูกเกด
  • เนื้อสัตว์
  • เมล็ดถั่วต่างๆ
  • พริกไทยดำ

น้ำตาลในเลือดคืออะไร?

Female has her drawer in the office filled with candy

น้ำตาลในเลือดเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปสำหรับระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือด ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของการใช้พลังงานของร่างกาย ปริมาณน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นหลังมื้ออาหาร และในเวลาต่อมาจะลดลงเมื่อมีการดูดซึมกลูโคสเข้าสู่เซลล์ โดยปกติแล้วระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือดจะต่ำที่สุดในตอนเช้า และสูงสุดในเวลาไม่นานหลังจากที่ได้รับประทานอาหาร

อินซูลิน (insulin) เป็นฮอร์โมนที่ มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ (metabolizing) น้ำตาล เพราะอินซูลินเป็นตัวช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ส่วนโครเมียมมีหน้าที่ช่วยเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินจากด้านในของเซลล์ ในขณะที่อินซูลินทำงานจากด้านนอก โดยโครเมียมจะช่วยทำให้อินซูลินจับคู่กับตัวรับอินซูลิน (insulin receptor)ที่เยื่อหุ้มเซลล์ เพื่อดึงเอาน้ำตาลเข้าไปเผาผลาญในเซลล์

ค่าปกติของน้ำตาลในเลือด

หากคุณยังไม่ได้รับประทานอาหารในช่วง 6 ชั่วโมงก่อนการตรวจ ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดควรอยู่ระหว่าง 4-7 มิลลิโมล/ลิตร.

น้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังมื้ออาหารประมาณ 1½ ชั่วโมง ควรอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10 มิลลิโมล/ลิตร.